แนวคิดและข้อมูลกองทุน การเงิน สำหรับการพัฒนาชุมชน

แนวคิดสำหรับการใช้ประโยชน์จากกองทุน และการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ให้ได้ตามเป้าหมาย และความประสงค์ของคนในชุมชน

การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา

การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา
ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ผู้ที่มีบุญคุณต่อคนไทยทุกคนที่ปลูกข้าวให้เราได้มีกินอย่างไม่อดอยาก แต่ทุกวันนี้ยังเห็นชาวนาออกมาประท้วงขอความเป็นธรรมอยู่ตลอด เพราะทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่ไม่เคยลืมตาอ้าปากมีชีวิตที่สุขสบายอย่างอาชีพอื่นเขาเลย มิหนำซ้ำยังต้องเป็นหนี้สินชักหน้าไม่ถึงหลัง จนทำให้ลูกหลานชาวนาไม่มีคนไหนอยากจะสืบทอดอาชีพต่อจากบรรพบุรุษ เพราะมองไม่เห็นอนาคต อนาคตประเทศไทยอาจไม่มีผู้ทำหน้าที่เพาะปลูกข้าว จะก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสูญเสียความเป็นผู้นำด้านข้าวของโลกในที่สุด

สำหรับกรอบแนวคิดที่สำคัญของการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา นั้นมีอยู่ 5 แนวทางหลักด้วยกัน คือ

1.เป็นสวัสดิการเพื่อประโยชน์สำหรับสมาชิกที่ประกอบอาชีพทำนาโดยเฉพาะและมีรายได้แน่นอน

2.มีการเก็บเงินเข้ากองทุนโดยคำนวณจากฐานรายได้ของการจำหน่ายข้าวเปลือกในแต่ละปี

3.จัดให้มีสวัสดิการด้านอื่น ๆ เช่น การจัดหาปัจจัยการผลิตและอื่น ๆ ให้กับผู้ประกอบอาชีพทำนา

4.รัฐบาลสามารถพิจารณาเงินที่จะมาสมทบจากฐานภาษีรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับข้าว ซึ่งจะทำให้กองทุนมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น

5.เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาเห็นว่าอาชีพทำนามี เกียรติศักดิ์ศรีและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความรักและยึดถือการประกอบอาชีพทำนาต่อไป

กองทุนสวัสดิการชาวนาเปิดโอกาสให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิกด้วยความสมัครใจ โดยมีข้อจำกัดขั้นสูงของพื้นที่นาเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะชาวนาให้เข้ามามีส่วนร่วมในกำหนดรูปแบบการส่งเงินสะสมเข้ากองทุนให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากกองทุน เช่น เงินบำเหน็จบำนาญ เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต เงินสงเคราะห์บุตร รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตโดยไม่ซ้ำซ้อนกับส่วนที่รัฐบาลจัดหาให้อยู่แล้ว เช่น ค่ารักษาพยาบาล พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งหาวิธีบริหารจัดการกองทุนสำหรับสมาชิกบางรายไม่ให้ซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่น โดยจะศึกษาข้อมูลการจัด ตั้งกองทุนสวัสดิการสำหรับเกษตรกรแยกออก จากสวัสดิการพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไปมาประกอบด้วย

กองทุนเพื่อสนับสนุนกระบวนการชุมชนได้อย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมสวัสดิการชุมชนนั้น สิ่งสำคัญคือ ชุมชนต้องคำนึงถึงความสามารถของชุมชนเอง ต้องเข้าใจว่าการจัดสวัสดิการชุมชนนั้นไม่ใช่ระบบการประกัน แต่การจัดสวัสดิการชุมชนเป็นกระบวนการของชุมชนที่สร้างหลักประกันความมั่นคงของคนในชุมชนท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการจัดการตนเอง การให้ความช่วยเหลือกันและกันฉันท์ญาติมิตร ให้ความรักความเอื้ออาทรต่อกัน ให้การดูแลเอาใจใส่กันและกัน ทำให้การจัดสวัสดิการชุมชนไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่สวัสดิการยังเป็นทั้งกำลังใจ กำลังทรัพย์ และความรู้ เป็นกระบวนการของการให้อย่างมีคุณค่า เป็นธรรมและเท่าเทียม ดังนั้นการจัดการสวัสดิการชุมชนจึงมีความลึกซึ้ง ค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง กองทุนสวัสดิการชุมชนหลายกลุ่มที่ประสบความสำเร็จก็เรียนรู้ และใช้เวลาในการพัฒนามายาวนาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การสนับสนุนจากภาครัฐจึงไม่ใช่มุ่งหมายจะใช้เงินเพื่อจูงใจที่จะให้เกิดการจัดตั้งสวัสดิการชุมชนโดยไม่มีความพร้อมแต่อย่างใด แต่การสมทบนั้นๆ จะมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนกระบวนการที่ชุมชนได้ริเริ่มลงมือทำมาแล้ว เป็นการหนุนเสริมเติมเต็มกำลังใจสำหรับชุมชนผู้ริเริ่มก่อการดีทุกแห่งให้มีคุณภาพเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและเพื่อขยายผลให้สวัสดิการชุมชนนั้นเป็นหลักในการจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นด้วย
โดยมีรูปแบบกิจกรรมสวัสดิการชุมชนด้วยกันดังนี้
1.จากฐานองค์กรการเงินชุมชนและการบูรณาการกองทุน จากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อจัดสวัสดิการโดยเฉพาะ ได้มีการนำผลกำไรขององค์กรการเงินมาจัดสวัสดิการ สร้างวินัยในการออมของสมาชิกเพื่อให้ได้สวัสดิการจนเกิดการขยับเชื่อมโยงบูรณาการกองทุนภายในชุมชน เพื่อนำดอกผลมาเป็นกองทุนสวัสดิการ
2.ออมวันละบาท เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการที่ใช้แนวคิดสัจจะวันละบาท ทำสวัสดิการในชุมชน
3.กองทุนสวัสดิการจากฐานศาสนา เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการที่ใช้หลักคำสอนทางศาสนาและผู้นำศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ทำให้คนในชุมชนทุกระดับได้ช่วยเหลือ แบ่งปันเกื้อกูลกัน
4.กองทุนสวัสดิการจากฐานกองทุนผู้สูงอาย เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการชุมชนที่มีครอบครัว ชุมชนเป็นผู้จัดการในการจัดบริการสังคมให้กับผู้สูงอายุ สร้างเครือข่ายของผู้สูงอายุ โดยใช้เงินกองทุนเป็นเครื่องมือ
5.กองทุนสวัสดิการจากฐานการช่วยเหลือคนจนและผู้ด้อยโอกาส เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการที่ริเริ่มจากการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ต่อมาได้ขยับสู่การจัดสวัสดิการเพื่อดูแลกัน
6.กองทุนสวัสดิการจากฐานการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการที่ชุมชนเป็นผู้จัดการป่า ชายฝั่ง แหล่งน้ำ ฟื้นฟูทรัพยากรให้อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีความมั่นคงด้านอาหารอีกด้วย
7.กองทุนสวัสดิการชุมชนฐานชุมชนเมือง
8.เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการที่เชื่อมโยงกับการจัดการเรื่องบ้านมั่นคง จากเรื่องบ้าน การมีที่อยู่อาศัย มีอาชีพ
9.ขบวนการกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัด เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการที่ขยายผลครอบคลุมดูแลกันในระดับจังหวัดจากหลายตำบลจนเป็นจังหวัด ก่อให้เกิดการจัดการตนเองของชุมชนที่บูรณาการทุน บูรณาการองค์กรชุมชน

ข้อดีในการพัฒนาชุมชนยุคอาเซียน

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของอาเซียน จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต และกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น กรมการพัฒนาชุมชนซึ่งมีภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมให้บุคลากรซึ่งเสมือนกลไกในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย ในขณะเดียวกันกับการแสวงหาองค์ความรู้และกลยุทธ์ และพัฒนาศักยภาพผู้นำ กลุ่มองค์กร เครือข่ายและชุมชนให้มีความพร้อมทั้งทักษะชีวิตและการบริหารจัดการภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นรากฐานที่สำคัญของการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่การประยุกต์ใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นบนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาค ระดับชาติและนานาชาติ
ข้อดีของการพัฒนาชุมชน มีดังนี้
1.เพื่อช่วยพัฒนาสังคมชุมชนขนาดเล็กให้มีศักยภาพ เช่น โครงการหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ โครงการส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ
2.นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์ องค์การสังคม และภาวะผู้นำ เช่น การพัฒนาผู้นำทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ ผู้นำการพัฒนา และผู้นำการเปลี่ยนแปลง
3.การแพร่กระจายของความรู้ เทคโนโลยีและสิ่งต่าง ๆ จากชุมชนภายนอกที่เจริญก้าวหน้ากว่าเข้ามาสู่ชุ่มชน ชุมชนจึงจำเป็นต้องมีการติดต่อกับโลกภายนอก ไม่มีลักษณะเป็นสังคมปิด ในการพัฒนาชุมชนจึงต้องดำเนินการให้มีช่องทางของการแพร่กระจาย เช่น ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรภายใต้หลักสูตรต่างๆ ทั้งในและนอกระบบชั้นเรียน
4.ทำให้เกิดศักยภาพของการพัฒนาและเกิดการแพร่กระจายไปสู่สังคมขึ้น ในการดำเนินงานพัฒนาชุมชนที่เน้นคนเป็นจุดศูนย์กลางนั้น สามารถนำวิธีการฝึกอบรมไปใช้ได้เป็นอย่างดี
5.สร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการ และการลงทุน ได้แก่การพัฒนา OTOP การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การเสริมสร้างศักยภาพผู้ผลิตผู้ประกอบการ
6.ส่งเสริมให้เกิดแนวทางความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตสินค้าและบริการบนฐานปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการสื่อสาร เพื่อรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อไทยก้าวเข้าสู่อาเซียนในอนาคต

ขั้นตอนการพัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน

ปัญหาในการพัฒนาชุมชนนั้นมีด้วยกันหลากหลาย ขึ้นอยู่กับตัวของแต่ละบุคคลในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะทางด้านภาครัฐที่ไม่เคารพการตัดสินใจของคนในชุมชน ถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญระบุให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม อีกทั้งคนในชุมชนยังขาดกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การมองปัญหา การแก้ปัญหา ยังเป็นลักษณะแก้ผ้าเอาหน้ารอด เมื่อคนในพื้นที่หนึ่งประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ทุกคนก็เอาอย่างกัน แบบไม่ลืมหูลืมตา ทำให้เกิดความล้มเหลวในการพัฒนาชุมชนของตน ทางด้านภาครัฐเองก็ต้องการให้คนในชุมชนเป็นไปตามที่ต้องการ โดยไม่สนใจว่าคนในชุมชนจะคิดอย่างไร ถ้ารัฐยังมองการแก้ปัญหาแบบสูตรสำเร็จ และบอกว่าต้องนี้ถึงจะใช่ โดยไม่ใช้มิติของความแตกต่าง ความหลากหลาย การเคารพความคิดเห็นของคนในพื้นที่ การแก้ปัญหาสังคม ความยากจนที่รัฐบาลทุกรัฐบาลอยากเห็น คงเป็นเรื่องที่อยู่ไกลเกินเอื้อมถึง
การใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ต้องเริ่มที่ภาครัฐต้องยอมรับความคิดเห็นของพี่น้องชุมชนเสียก่อน แล้วไปหนุนเสริมการจัดกระบวนการ ที่เป็นไปเพื่อเอื้อให้พี่น้องชุมชน ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองให้ได้ โดยมีหลักอยู่ 10 ขั้นตอน ดังนี้
1.ค้นหาแกนนำและองค์กรท้องถิ่น สร้างทีมงานที่ริเริ่มขบวนการจัดทำแผนแม่บท และสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนร่วมกัน
2.จุดประกายความคิด ปิดประเด็นเพื่อหาคนมาทำงานร่วม นำประเด็นปัญหาต่าง ๆ วิกฤติที่เกิดขึ้นในชุมชนมาหารือกันสร้างความหวังที่จะอยู่รอดร่วมกัน
3.ศึกษาประวัติชุมชนให้ทุกคนเห็นคุณค่า ได้แนวร่วมเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้ผู้คนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน
4.สำรวจ รวบรวมข้อมูล การเก็บข้อมูลครัวเรือน จะได้ข้อมูลที่ดี ชัดเจน มีประโยชน์
5.วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ช่วยกันหาทางออก โดยใช้หลักการที่ว่าปัญหาของใคร คนกลุ่มนั้น ต้องช่วยกันแก้ ใครถนัดงานด้านไหน มอบให้เป็นผู้รับผิดชอบงานตามที่เขาถนัด
6.ยกร่างแผนแม่บทชุมชนได้แผนงานในระดับที่จัดการกันเองในระดับชุมชน
7.ประชาพิจารณ์แผนแม่บทชุมชน การแก้ระเบียบ กฎเกณฑ์ ให้เหมาะสมกับการทำงาน
8.นำแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยมอบให้ตัวแทนแต่ละเรื่อง แต่ละกิจกรรมที่เขาต้องการ นำไปบริหารจัดการด้วยตนเอง
9.ทบทวนปรับปรุง ปรับปรุงได้ตลอดเวลา เมื่อนำแผนแปลงสู่การทำงาน
10.ประเมินผล สรุปบทเรียนการทำงาน ชุมชนได้อะไรบ้างกับการแก้ปัญหา ด้วยแผนชุมชนถอดเป็นชุดประสบการณ์ความรู้ เพื่อเป็นข้อมูลในการทำงานต่อไป

กองทุนฟื้นฟูชำระหนี้สินของเกษตรกร

เกษตรกรไทยรายย่อยต่างประสบปัญหาภาระหนี้สิน  โดยเฉพาะในยุคที่กระแสการปลูกพืชเชิงเดี่ยวกำลังไหลบ่าท่วมหมู่บ้าน ส่งผลให้เกษตรกรต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าภาครัฐจะดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อเกษตรกรที่ยากจน แต่กลับพบว่าทำให้เกษตรกรมีอุปสรรคมากขึ้น ทำให้ภาครัฐต้องหาสาเหตุในการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ปัญหาหนี้สินเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนโดยภาพรวมนับว่าเป็นปัญหาใหญ่  สาเหตุหลักนั้นเราต้องพิจารณาว่าการลงทุนของเกษตรกรนั้นต้องใช้ทุนมาก ดังนั้นผู้ที่มีหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ 100% เป็นหนี้กันหมด รวมทั้งการใช้หนี้ผิดประเภท เช่น ค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก เป็นต้น พักหลังเกษตรกรที่สามารถกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อการศึกษาได้นั้นพบว่าจะมีปัญหาหนี้สินตรงนี้น้อยลง

ราคาพืชผลทางการเกษตรนั้น มีส่วนเชื่อมโยงกับปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ผลจากการเปิดเสรีการค้า หากปีไหนราคาสินค้าเกษตรดี เกษตรกรก็สามารถส่งเงินชำระเจ้าหนี้ได้  แต่ช่วงหลังพบว่าเกษตรกรมีหนี้สะสมแพงมากขึ้น คือการเอาหนี้ที่มีอยู่ไปปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งยอดหนี้เท่าเดิม และขยายเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น บางรายอาจจะได้เงินทุนอีกก้อนไว้ลงทุนใหม่

กรณีการดำเนินการของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ไปซื้อหนี้เกษตรกรจากสถาบันเจ้าหนี้ มีผลดีต่อเกษตรกร โดยการชำระหนี้ครึ่งหนึ่งให้แก่เกษตรกร หลังจากนั้นเกษตรกรก็จะต้องมาผ่อนชำระหนี้ส่วนนั้นกับกองทุนฟื้นฟูฯ โดยกองทุนฟื้นฟูคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระต้องไม่เกิน 20 ปี ขณะที่สหกรณ์นั้น ส่วนของเงินต้นกองทุนฟื้นฟูฯจะชำระหนี้แทนเกษตรกรครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือกรมส่งเสริมสหกรณ์โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจะเป็นผู้จัดการ ส่วนสหกรณ์จะได้ดอกเบี้ยเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ย 5%

ปัญหาคือบางชุมชนยังไม่รู้และไม่เข้าใจรายละเอียด ไม่รู้ว่ามีระเบียบนี้อยู่ และเมื่อชาวบ้านมายื่นเรื่องขอกู้ก็ได้รับการปฏิเสธ ขณะเดียวกันตัวกองทุนเองนั้นก็ไม่มีความชัดเจน ไม่มีส่วนใดที่จะลงมาดูแล เพราะการประชาสัมพันธ์มีน้อยมาก ดังนั้นทางด้านสหกรณ์ควรให้ความร่วมมือทำตามข้อตกลงนั้นเพื่อช่วยฟื้นฟูฐานะเกษตรกรในชุมชนของตน