แนวคิดและข้อมูลกองทุน การเงิน สำหรับการพัฒนาชุมชน

แนวคิดสำหรับการใช้ประโยชน์จากกองทุน และการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ให้ได้ตามเป้าหมาย และความประสงค์ของคนในชุมชน

กระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัยเพื่อพัฒนาธุรกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

กระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัยเป็นรูปแบบหนึ่งของการศึกษาที่บุคคลได้รับความรู้ประสบการณ์ ได้เสริมสร้างเจตคติ ค่านิยม และทักษะต่างๆ จากครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม และจากประสบการณ์ในการดำรงชีวิตประจำวัน การได้รับความรู้อาจจะได้จากการพูดคุย สนทนา การสังเกต การเข้าร่วมในกิจกรรม การประกอบอาชีพการงาน โดยที่กิจกรรมเหล่านั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีการจัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งทางการศึกษา แต่จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่น แต่กลับทำให้บุคคลได้รับความรู้โดยบังเอิญหรือโดยไม่ตั้งใจ เช่น การที่บุคคลไปเที่ยวสวนสาธารณะหรือสวนสัตว์แล้วบังเอิญได้รับความรู้เกี่ยวกับสัตว์และพรรณไม้ต่างๆ หรือเด็กๆ เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จากการพูดคุยกับเพื่อนกับคนในครอบครัว ได้เรียนรู้การทำอาหาร การดูแลบ้านเรือนจากการสังเกต และการช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หรือบุคคลอาจเรียนรู้เรื่องของธรรมชาติ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ จากการฟังเพลง หรือจากการชมภาพยนตร์ เป็นต้น จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากิจกรรมที่ยกมาเป็นตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ สวนสัตว์ การทำงานบ้าน เพลงภาพยนตร์ หรือสื่อมวลชน ชนิดอื่นๆ เหล่านั้นไปทำให้บุคคลเกิดความรู้ขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือโดยบังเอิญ การที่บุคคลได้รับความรู้โดยวิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่า การศึกษาตามอัธยาศัยทั้งสิ้นเพราะเป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิตที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ จากการทำงาน จากบุคคล จากครอบครัว จากสื่อ จากชุมชน จากแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ความบันเทิง และการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีลักษณะที่สำคัญ คือ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีเวลาเรียนที่แน่นอน ไม่จำกัดอายุ ไม่มีการลงทะเบียน และไม่มีการสอน ไม่มีการรับประกาศนียบัตร มีหรือไม่มีสถานที่แน่นอน เรียนที่ไหนก็ได้ ลักษณะการเรียนส่วนใหญ่เป็นการเรียนเพื่อความรู้และนันทนาการ อีกทั้งไม่จำกัดเวลาเรียน สามารถเรียนได้ตลอดเวลาและเกิดขึ้นในทุกช่วงวัยตลอดชีวิต

กิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นกิจกรรมทางการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ตามวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เรียนรู้จากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมต่างๆ ในสังคม ซึ่งสามารถจำแนกกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัยได้ดังนี้ การเรียนรู้จากห้องสมุดต่างๆ ในปัจจุบันห้องสมุดมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ห้องสมุดหน่วยงานเอกชน ห้องสมุดประชาชน และห้องสมุดวัด เป็นต้น

การเรียนรู้จากเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน เครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน ได้แก่ ศูนย์การเรียนชุมชนสถานีอนามัยตำบล สำนักงานเกษตรตำบล สำนักวิชาต่างๆ ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน รวมทั้งแหล่งความรู้ในชุมชนที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่น อุทยานมัจฉา สวนสมุนไพร เป็นต้น การเรียนรู้จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบริการอินเตอร์เนทชุมชน  จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชน วิทยุสื่อสารชุมชน(CB) ห้องสมุดอิเลคทรอนิคส์และพัฒนา Website ข้อมูลชุมชน การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ประชุมทางไกลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ข้อมูลสารสนเทศท้องถิ่น เป็นต้น
- การเรียนรู้จากสื่อสารมวลชน เป็นการจัดการศึกษาที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วารสาร นิตยสาร จุลสาร โปสเตอร์ เป็นต้น
- การเรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งประกอบด้วยภูมิปัญญาของผู้รู้ วัฒนธรรมและองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งได้รับการสั่งสมและการถ่ายทอดสืบต่อมา

การเรียนรู้จากสื่อพื้นบ้าน สื่อพื้นบ้านมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ คตินิยม ค่านิยม และคุณธรรมอันดีงามโดยผ่านการแสดงของตัวละครต่างๆ เช่น ลิเก หมอลำ หนังตะลุง มโนราห์ ลำตัด เพลงลูกทุ่ง เป็นต้น

การเรียนรู้จากครอบครัว ครอบครัวจะเป็นแหล่งการเรียนรู้ตั้งแต่เกิดที่จะสอนให้บุคคลมีแบบแผนในการดำรงชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของครอบครัวนั้นๆ นอกจากนั้น ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาวิวัตน์ ครอบครัวจะต้องสอนให้เด็กรู้จักเลือกรับข่าวสารที่ดีที่สุด รู้จักการคิดและตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องมีเจตคติที่ดีทั้งต่อตนเองและสังคม โดยวิธีบอกเล่า สั่งสอน สาธิตให้ดู สร้างบรรยากาศภายในครอบครัวศึกษาดูงาน ท่องไปในโลกกว้าง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการเรียนรู้ตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล ซึ่งเรียกว่าการเรียนรู้ตามอัธยาศัยนั้นบุคคลแต่ละคนจะเริ่มต้นเรียนรู้จากสังคมใกล้ตัวไปสู่สังคมภายนอก นับตั้งแต่สถาบันครอบครัว สื่อมวลชน แหล่งชุมชน แหล่งนันทนาการ สถาบันการศึกษา หน่วยงานบริการของรัฐ องค์กรเอกชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ การเรียนรู้ตามอัธยาศัยนี้จะเกิดขึ้นตลอดไปจนสิ้นอายุขัยของคนคนนั้น

ธุรกิจชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่

“ชุมชน” คือ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน โดยมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งในแต่ละชุมชนจะมีลักษณะเฉพาะที่มีคุณค่าแตกต่างกันออกไป
ประชาชน ที่เกิด อาศัย และประกอบอาชีพอยู่ในชุมชนนั้นๆ ย่อมจะมีรู้สึกรักและหวงแหนในท้องถิ่นที่ตนเองอาศัยอยู่ หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นกับชุมชนที่พวกเขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ การเปลี่ยนแปลงย่อมทำให้พวกเขารู้สึกวิตกต่อผลกระทบที่จะตามมา ผู้ที่อยู่ภายนอกไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือองค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาจะต้องมีความรู้และความเข้าใจต่อสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ โดยเฉพาะทุนทางสังคมไม่ว่าจะเป็นทางด้านรูปธรรม เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หรือนามธรรม เช่น วัฒนธรรม ภาษาท้องถิ่น ทรัพย์สินทางปัญญา ค่านิยม การแต่งกาย เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าและมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในชุมชน

ธุรกิจชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในชนบทที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดของประเทศ หากกลุ่มชาวบ้านเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้นจะส่งผลกระทบด้านบวกต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยในการประกอบธุรกิจชุมชนควรมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัตถุดิบในชุมชนโดยคนในชุมชน เพื่อคนในชุมชน ให้ชาวบ้านในชุมชนได้คิดเอง วางแผน และตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปากท้องของคนส่วนใหญ่ในประเทศ และสามารถลดปัญหาการอพยพเข้าสู่เมืองเพื่อหางานทำ อีกทั้งเป็นการสร้าความเข้มแข็งของภาคชนบท กระบวนการจัดการศึกษาภูมิปัญญาและทรัพยากรภายในประเทศไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายหากมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นยกระดับรายได้ และความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทบนพื้นฐานของความเป็นไทย ด้วยภูมิปัญญาไทยที่ชานอื่นหรือชาติตะวันตกไม่มี พัฒนาเป็นจุดเด่นในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยการเริ่มต้นที่การสร้างฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มุ่งพัฒนาชุมชนชนบทให้สามารถพึ่งพาตนเอง มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ก่อให้เกิดสังคมที่เข้มแข็งบนพื้นฐานความเป็นไทย และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวเดินก้าวใหม่ของสังคมไทยที่จะเริ่มต้นเดินอีกครั้งด้วยความเข้มแข็ง และมั่นคง เพื่อความอยู่ดีกินดีของคนไทยทุกคน อีกทั้งกระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เป็นการเรียนรู้แบบอิสระ และเป็นวิธีการที่ต้องปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียนทุกคน โดยเป็นการเรียนรู้ และแสวงหาในเรื่องที่ตนเองสนใจ จากแหล่งความรู้ต่างๆและทำให้เกิดเป็นนิสัย เพื่อนำไปสู่การศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต

การวางแผนธุรกิจภายในชุมชน

สินค้าของธุรกิจภายในชุมชน เป็นสินค้าแบบซื้อมาขายไป หรือเป็นการแปรรูปจากวัสดุภายในท้องถิ่น หรือมีสินค้าที่ทำเหมือนๆกัน เช่น เราไปเพชรบุรีเราก็จะเจอขนมหม้อแกงในละแวกเดียวกัน และสินค้าแต่ละอย่างก็มาจากการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นทำให้ไม่มีการพัฒนา ไม่มีการคิดค้น ไม่มีการพัฒนาให้เกิดการได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ เมื่อไม่มีข้อแตกต่างทำให้ผู้ขายต่างลดราคาสินค้าจนทำให้ขาดทุน และล้มเหลวในธุรกิจ

ในปัจจุบันโครงการที่ได้รับการสนับสนุนในชุมชนมีหลายโครงการ โดยมีโครงการขนาดเล็กและโครงการขนาดย่อม ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก ความพิเศษของการลงทุนในธุรกิจขนาดย่อม คือ การได้ทำให้ความฝันในการเริ่มต้นธุรกิจของบุคคลที่มีรายได้น้อยเป็นจริง ในชุมชนเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือด้านเงินทุนในการทำธุรกิจของตนเอง เพราะคนในชุมชนมีรายได้น้อยทำให้ไม่ได้รับการปล่อยเงินกู้จากธนาคาร

การดำเนินธุรกิจในชุมชนไม่ต่างจากการดำเนินธุรกิจขนาดเล็กมากนัก ใช้วิธีการบริหารธุรกิจในแบบเดียวกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจมีสินค้าที่ดี มีการจัดการที่ดี เจ้าของกิจการเป็นคนเก่งในด้านนั้นๆ แต่กลับไม่มีกลยุทธ์ในการขายสินค้า จึงทำให้สินค้าไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ เมื่อลูกค้าไม่ซื้อ การวางแผนด้านการตลาดจึงมีความสำคัญ ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ธุรกิจเล็กๆในชุมชนก็ตาม

สินค้าภายในชุมชนมักจะขายสินค้าเหมือนๆกัน เมื่อสินค้าเหมือนกับชุมชนอื่นๆ คู่แข่งก็จะเยอะตามไปด้วย ทำให้โอกาสในการที่ลูกค้าจะมาซื้อสินค้าน้อยลงไปด้วย ดังนั้นควรแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่ง ทำให้ธุรกิจโดดเด่นมากขึ้น เช่น การทำสินค้าที่แตกต่างออกไปเลย คิดใหม่ ทำใหม่ สร้างอะไรใหม่ๆ ออกมาเลย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการคิดค้น และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่หากสินค้าเป็นความต้องการของตลาด ก็จะทำให้สินค้ามีโอกาสขายมากกว่าคนอื่น และตรงกับความต้องการ

อย่างไรก็ตามการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นในชุมชน หรือธุรกิจขนาดใหญ่ก็ตามควรมีการวางแผนธุรกิจเป็นอย่างดี และหากมีการแบ่งปันความรู้ให้กับคนในชุมชนจะทำให้ธุรกิจมีความก้าวหน้าทั้งในชุมชนและเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย

นโยบายเร่งด่วนจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชน

ปัญหาความยากจน เป็นปัญหาเรื้อรังที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นต้องรีบแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน การพัฒนาประเทศมุ่งเน้นแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ทำให้เกิดช่องว่างความยากจนมากขึ้น ทำให้เกิดความอ่อนแอในสังคม เป็นเหตุให้ปัญหาต่างๆตามมามากมาย รัฐบาลมองเห็นขีดความสามารถและทักษะการทำงานของชาวบ้าน จึงกำหนดนโยบายกองทุนหมู่บ้านเพื่อเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาความยากจน โดยกระบวนการชุมชนมุ่งเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง และชุมชนที่เข้มแข็งให้ยั่งยืนต่อไป

กองทุนหมู่บ้านและชมชนเมือง

เป็นกองทุนที่เกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่หมู่บ้านและชุมชนเมืองตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนภายในหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน ให้มีขีดความสามารถจัดระบบบริหารจัดการเงินทุนของตนเอง เสริมสร้างกระบวนการพึ่งพาตนเองของหมู่บ้าน ชุมชนในด้านการเรียนรู้ การสร้างและพัฒนาความคิดริเริ่มเพื่อแก้ไขปัญหา เสริมสร้างขีดความสามารถ  และส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต หากรัฐบาลต้องการพัฒนากองทุนหมู่บ้านให้ไปสู่การเป็นสถาบันการเงินชุมชนได้อย่างมั่นคง มีความจำเป็นที่รัฐบาลและสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล จักต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาในอีกหลายมิติ

นโยบายเร่งด่วนที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น และสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้การกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งประเทศดีขึ้น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองด้วยภูมิปัญญาของตนเองจากนั้นรัฐบาลจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปฝึกอบรมความรู้ในด้านต่างๆให้กับประชาชนในหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนเข้าใจการบริหารการจัดการกับกองทุนที่ได้รับมานี้อย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น ซึ่งการส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชนนี้ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนต่อไป

ปรัชญาของกองทุนหมู่บ้าน

1.เสริมสร้างความรัก หวงแหน ความรับผิดชอบของชุมชนและท้องถิ่น
2.ชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคต และจัดการหมู่บ้าน ชุมชน ด้วยคุณค่าและภูมิปัญญาของตนเอง
3.เกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้ด้อยโอกาสในหมู่บ้าน ชุมชน
4.เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ ภาคราชการ เอกชน และประชาสังคม
5.กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและพัฒนาประชาธิปไตยพื้นฐานรากแก้วของชุมชน
6.เสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของหมู่บ้าน ชุมชน

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในชุมชนให้ดีขึ้น

การพัฒนาชุมชนในรูปแบบที่ยั่งยืน
การพัฒนาในประเทศที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเชื่อว่าหากเศรษฐกิจเติบโตสูงขึ้นระดับรายได้ของประชากรของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนสูงขึ้นแต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในเชิงปริมาณดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรมนำไปสู่ข้อสรุปผลของการพัฒนาที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาคุณภาพของชุมชนและไม่ยั้งยืน ความเจริญทางเศรษฐกิจไม่อาจดำรงอยู่อย่างยั้งยืนได้ หากไม่คำนึงถึงการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการใช้อย่างเหมาะสมและมีเหตุผล เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์พร้อมทั้งจัดการ และยังมีการคุ้มครองระบบนิเวศให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั้งยืน ประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาประเทศและเริ่มกำหนดเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศที่มุ่งรักษาความสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 เศรษฐกิจชุมชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
เศรษฐกิจชุมชน คือ การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการทั้งในด้านการผลิต การบริโภค และการกระจายผลผลิต โดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของชุมชน คือ ให้มีส่วนร่วมคิด ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ บนรากฐานของความสามารถที่มีอยู่ จากการใช้ “ทุนของชุมชน”สมาชิกในชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินว่า พวกเราจะผลิตอะไรได้บ้างตามศักยภาพและทุนประเภทต่างๆ ที่มีอยู่เราจะผลิตกันอย่างไร โดยที่ชุมชนสามารถ คิดเอง ทำเอง ได้เอง

 การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนควรมีเป้าหมายสำคัญที่ คือ
1. การพัฒนาขีดความสามารถของคน ครอบครัว และชุมชน
2. การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนมีจุดแข็งที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา ก็คือ
1. คนในท้องถิ่นในชุมชนเดียวกันมีจิตสำนึกร่วมกัน
2. การมีความเอื้ออารี
3. การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน
4. เป็นการพัฒนาที่เริ่มจากการกำหนดพื้นที่